banner

สัมภาษณ์ “เอิงเอย-ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” เผชิญหน้าความสยองแรกใน “เทอม 4: เรือนนางสนม”


“เอิงเอย ประภามณฑล” จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร

คณะมัณฑนศิลป์ ภาควิชาออกแบบตกแต่งภายใน เป็นนักแสดงอิสระ

ดีไซเนอร์ และดีเจ มีประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย

รวมถึงงานแสดงอันโดดเด้งในภาพยนตร์นอกกระแสอย่าง

“โรงแรมต่างดาว” (2559), “นคร-สวรรค์” (2561), “เวลา Anatomy of

Time” (2565)

จนได้รับการจับตาในฐานะนักแสดงหญิงเจ้าบทบาทของไทย

เธอเพิ่งมีหนังเรื่อง “พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)” (2569)

ออกฉายวงกว้าง และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Best

Performance จาก “เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ ครั้งที่ 36”

(Singapore International Film Festival 2025) อีกด้วย ล่าสุด

ท้าทายความสามารถด้านการแสดงด้วยหนังสยองขวัญเรื่องแรกอย่าง

“เทอม 4: เรือนนางสนม” (2569)


จุดเริ่มต้นการร่วมงานกับโปรเจกต์ “เทอม 4”


เรื่องนี้เอิงก็ไปแคสต์ตามปกติค่ะ

ตอนนั้นจำได้ว่ามีเป็นเรื่องย่อมาให้อ่านก่อน

และทีมงานก็ส่งชื่อนักแสดงที่จะเล่นกับเรามาด้วยว่าเป็น “น้องโจริญ

4EVE” และก็รู้ว่า “น้องมูย่า” เป็นผู้กำกับ

ซึ่งเอิงเป็นคนที่เล่นหนังนักศึกษามาประมาณหนึ่งก็จะพอคุ้นชินกับผู้กำกั

บที่ไม่ใช่รุ่นเดอะ

เอิงชอบทำงานกับเด็กรุ่นใหม่เพราะเขาจะมีความคิดสร้างสรรค์

มีแนวคิดใหม่ๆ ที่น่าสนใจ และเปิดกว้างกับอะไรที่เราอาจจะคาดไม่ถึง

เป็นการทำงานที่แชร์กัน มันมีแมจิกระหว่างการทำงานที่พบเจอได้บ่อยๆ


เวลาที่เราจะรับงานสักงานเราไม่ได้เลือกจากทุนของหนัง

ฉะนั้นให้เราไปแคสต์เราก็แคสต์ตามหน้าที่ เราเลือกไม่ได้

เราต้องเป็นคนถูกเลือก

เรื่องนี้ถ้าไม่นับหนังนักศึกษาที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นหนังสยองขวัญเรื่องแร

กของเอิงเลย โดยธรรมชาติของนักแสดงเราอยากจะไปในทุกที่

เราคงจะมีบทที่เราถนัด แต่เราจะอยู่แค่นั้นไม่ได้

เอิงอยากได้ทำงานหลายๆ แบบ ทำงานอยู่ในมีเดียหลายแพลตฟอร์ม

อย่างเรื่องนี้อย่างที่บอก เราไม่ได้เลือกแต่เราถูกเลือก

ซึ่งดีใจมากที่เราได้ทำงานไทป์ใหม่ๆ

ได้ทำงานที่เป็นอาชีพในขณะเดียวกันก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา


เรื่องราวของ “เรือนนางสนม”

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของ “บิว” กับ “เกรซ”

รุ่นพี่กับรุ่นน้องจากมหา’ลัยเดียวกัน บิวเป็นช่างภาพ

และเกรซก็เรียนสายแฟชั่นอยู่แล้ว

วันหนึ่งบิวก็ชวนเกรซมาเป็นนางแบบให้หน่อย

โดยมีคอนเซปต์เป็นชุดกินรี และมีความเป็นไทยผสมผสาน

ในแนวทางแฟชั่นหน่อย

ก็เลยมีไอเดียว่าจะไปถ่ายทำกันที่เรือนไทยโบราณหลังหนึ่งที่มันตรงกับ

คอนเซปต์ในการถ่ายรูปของเราพอดี

โดยไม่รู้ว่าเรือนหลังนี้ก็มีตำนานบางอย่างที่เต็มไปด้วยอาถรรพ์

และความพิศวงที่เกิดขึ้นของเรือนหลังนี้ก็คือ คนที่อยู่ข้างในมองไม่เห็น

แต่ถ้าใครออกไปข้างนอกแล้วมองเข้ามาที่เรือนนี้ก็จะมองเห็นความน่าก

ลัวของ “เรือนนางสนม” หลังนี้


เคยรู้เรื่องตำนานของที่นี่มาก่อนบ้างไหม

เอิงไม่ได้เรียนที่นี่

แต่ก็พอรู้ว่ามันเป็นเรื่องราวของมหา’ลัยแห่งหนึ่งในภาคกลาง

เป็นเรือนไทยหลังหนึ่งตั้งอยู่ใจกลางมหา’ลัยเลย

ซึ่งบริเวณโดยรอบของมหา’ลัยนี้ก็จะเป็นเหมือนพระราชวังเก่า

มีเรือนต่างๆ รายล้อมมากมาย และหนึ่งในนั้นก็มี “เรือนนางสนม”

จากที่ฟังมาเขาก็เล่ากันมาว่านักศึกษาที่ใช้เส้นทางตรงนั้นผ่านไปมาอยู่เ

ป็นประจำ บางคนมองไปที่เรือนก็มองเห็นนางรำบ้าง

เห็นคนในเรือนบ้าง และเคยมีนักศึกษาไปท้าไปลองกันที่เรือนนี้

ส่วนใหญ่ก็จะไม่เจออะไรกัน ยกเว้นคนที่อยู่ด้านนอก

ใครที่ยืนรออยู่ก็มักจะเจอกับอะไรบางอย่างแทน

มันอาจจะเป็นการกลับไปกลับมาของมิติ ความทับซ้อนของมิติอะไรสัก

สำหรับความคิดเอิง


ความน่าสนใจของตำนานนี้ก็เลยมาส่งผลให้เรื่องราวของเรือนนางสนม

มีความน่าค้นหามากขึ้น

และมีกิมมิกบางอย่างที่เอามาสอดคล้องกับเนื้อเรื่องในปัจจุบันของ “บิว”

และ “เกรซ” ได้

ในเรื่องของจิตใจคนที่เราซ่อนเอาไว้ไม่ได้อยากให้คนอื่นเห็น

ภาพที่คนอื่นเห็นอาจจะเป็นอีกแบบหนึ่งก็ได้ เราแสดงออกยังไง

แต่คนอื่นเขามองเข้ามาเขาเห็นแบบไหน

มันอาจจะไม่มีทางที่จะมองเห็นภาพเดียวกัน 100% ในเรื่องของตัวตน

ในเรื่องของจิตใจคนที่นำมาเสนอเป็นภาพสะท้อนอยู่ในเรื่องนี้

เชื่อมโยงกับภูตผีที่เราต้องเจอ

มันมีการตีความเกี่ยวกับจิตใจของมนุษย์ที่ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือปัจจุบัน

มันก็ยังมีอยู่ในตัวตนของคน

แต่รูปแบบมันแตกต่างกันไปต่างกรรมต่างวาระ


ตอนแรกเอิงก็มีความงง สรุปว่าใครเห็นหรือใครไม่เห็น

เพราะตอนที่เราเล่นอยู่ภายในเรือนมันมีผี

แต่เราต้องทำเป็นว่าเราไม่เห็น แล้วเดี๋ยวเราออกไปเห็นแต่ข้างในไม่มี

ก็ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนอื่น


ไป ให้ทีมงานให้ผู้กำกับบอกว่าตอนนี้จะเอาเห็นหรือไม่เห็น

ข้างนอกเห็นอีกภาพ ข้างในเห็นอีกภาพ

มันจะมีการแบ่งโลกชัดทั้งสองส่วน แล้วค่อยๆ เบลนด์เข้าหากันเรื่อยๆ

จนมันเป็นโลกเดียวกัน แล้วตอนถ่ายเราไม่ได้ถ่ายเรียงเหตุการณ์

บางทีเป็นฉากท้ายเอามาถ่ายก่อน ก็จะมีงงกันบ้างเล็กน้อย

บทบาท-คาแร็กเตอร์เรื่องนี้

สำหรับตอน “เรือนนางสนม” เอิงรับบทเป็น “บิว”

รุ่นพี่ในมหา’ลัยเดียวกันกับ “เกรซ” เลย

บิวเป็นคนที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับมาตั้งแต่เรียน

จนเรียนจบแล้วก็ยังได้เป็นช่างภาพที่มีคนให้การยอมรับเยอะ

ถ่ายภาพแนวแฟนตาซีหน่อย แอ็บสแตรกต์หน่อย มีคอนเซปต์

ตัวเขาเล่นเป็นคนที่มีสไตล์ชัด

ค่อนข้างจะประสบความสำเร็จในงานที่เขาทำ พ็อปพิวลาร์ในหมู่เพื่อน

และก็เป็นไอดอลของรุ่นน้อง

ด้วยความที่ผู้กำกับเขามีภาพที่ชัดอยู่แล้ว

เขาต้องการให้ตัวละครเป็นแบบไหนมันเลยไม่ได้ซับซ้อนอะไร

และเขาก็บอกว่าเป็น “พี่เอิงเอย” นี่แหละ

แต่ในความเป็นจริงมันก็ไม่ใช่ตัวเอิง 100%

เพราะตัวละครมันจะมีความทะเยอทะยาน มีลับลมคมในอะไรบางอย่าง

ตัวไดเรกชันอื่นก็จะมีการพูดคุยกับผู้กำกับ

เราก็สร้างแบ็กกราวนด์เพื่อที่จะให้ตัวละครมันมีความกลมมากขึ้น


ชัดมากขึ้นในเวลาถ่ายทำหน้าเซต

และก็เพื่อที่จะให้คนอื่นที่ทำงานร่วมกับเราอย่าง “น้องโจริญ”

เขาจะได้ทำงานกับเราถูก

เราไม่ได้เพิ่มและไม่ได้ใส่กิมมิกอะไรลงไปเพราะคาแร็กเตอร์บิวเขาค่อน

ข้างชัด เดี๋ยวถ้าได้ดูกันก็จะรู้ว่าจริงๆ บิวเขาก็จะมีอีกมุมที่เราอาจจะเอ๊ะ

ก็ต้องไปดูกันในหนัง


ความยากง่ายในการแสดงหนังสยองเรื่องแรก

สิ่งที่ยากสำหรับการแสดงเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องของอารมณ์

ทั้งตัวของ “บิว” และ “เกรซ” ซึ่งต่างคนต่างมีอะไรในใจ มีอีโมชัน

ความกลัว ความกังวล มีเป้าหมายกันคนละอย่าง

ในความกลัวเองก็ต้องมีการทำการบ้านว่าจริงๆ แล้วเรากลัวอะไรกันแน่

กลัวแบบไหน กลัวผี หรือกลัวอย่างอื่นที่มันต้องชัด

ในคิวแรกที่เราถ่ายทำกันในห้องจะมีการต่อไดอะล็อกกันยาวมาก

ในคำพูดนั้นต่างฝ่ายต่างมีอะไรบางอย่างและต้องระวังในการสื่อสารออ

กไป ตอนแรกเห็นในตารางถ่ายทำว่าซีนนี้ใช้เวลาถ่ายนานมาก

ก็เพิ่งมาทราบทีหลังว่า “มูย่า”

ขอถ่ายซีนนี้นานหน่อยเพราะกลัวว่าจะยากในเรื่องของอารมณ์และการ

แสดง แต่ด้วยความที่เราทำการบ้านกันมาและเราเข้าใจมัน “โจริญ”

เองเขาก็เข้าใจเลยทำให้ในบทที่ซับซ้อนไม่ได้ผ่านยากกว่าที่คิดไว้


ร่วมงานกับ “โจริญ” ครั้งแรกเป็นยังไงบ้าง

“โจริญ” เป็นน้องที่น่ารักมาก เขาเรียนมาสายภาพยนตร์โดยตรง

จบด้านแอ็กติงมาเลยนะ เขาเป็น T-POP ที่มีคิวแน่นมาก

แต่เวลาที่มาทำงานตรงนี้ในกองถ่าย เขาเต็มที่กับงานของตัวเองมาก

ไม่มีอะไรที่น่ากังวลเลยสำหรับการร่วมงานกับโจริญ น้องเขาเก่งอยู่แล้ว

ในช่วงแรกเชื่อไหมว่าเอิงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโจริญคือหนึ่งในสมาชิก “วง


4EVE” คือเด๋อมาก มารู้จักกันตอนไปเวิร์กชอป

เราต้องละลายพฤติกรรมร่วมกัน ก็มีการแนะนำตัวกันว่าเธอทำอะไร

เอิงก็แนะนำตัวเองว่าเอิงนะเป็นฟรีแลนซ์ แล้วโจริญล่ะทำอะไร

น้องบอกน้องมีวงชื่อว่า 4EVE วันนั้นเขินเลย

ก็มีการไถ่โทษกันด้วยการไปกดติดตามและกดไลก์น้อง

ก็หัวเราะกันไปค่ะ สนุกสนาน น้องก็เข้าใจและน้องก็เคยบอกว่าจริงๆ

ก็รู้สึกดีที่พี่เอิงไม่รู้ เพราะจะได้เปิดกว้างการทำงานกันได้อย่างเต็มที่

ในเรื่องมีฉากที่น้องต้องขึ้นสลิงด้วย ทีมงานก็หาสตันต์มาช่วยน้อง

แต่น้องก็ขึ้นเองเลย โดยไม่งอแงอะไร

และในขั้นตอนการขึ้นสลิงก็ค่อนข้างยาก

น้องใส่ชุดไทยต้องมีการแก้ไขชุดเพิ่ม

เพราะท่าทางที่น้องขึ้นสลิงมีหลายท่าที่ค่อนข้างยาก

น้องก็ดูสนุกกับการทำอะไรพวกนี้ดีค่ะ

น้องมีความเป็นมืออาชีพในงานแสดงมาก


แสดงว่าเรื่องนี้เป็นหนังผีที่มีแอ็กชัน

ก็มีจุดที่พีก มีผี มีเอฟเฟกต์ แล้วนางสนมเขาไม่ได้อยู่กันโดดเดี่ยว

ในแบ็กกราวนด์ของนางสนมเองที่ทีมผู้กำกับตีความ

ก็จะมีทั้งสนมรองสนมเอก มีความโหดร้ายจากการที่ไม่ชอบหน้ากันบ้าง

ทะเลาะวิวาทกันบ้าง ทำร้ายกันมาจนถึงขั้นเสียชีวิตก็มี

ฉะนั้นผีในเรื่องนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน

และสิ่งที่เราสองคนต้องเจอก็ไม่ใช่การหลอกหลอนเพื่อกลัวและวิ่งหนี

มันมีสิ่งที่ผีทำกับพวกเราซับซ้อน

ต้องขอชื่นชมทีมเขียนบทที่ไม่ได้เอาแค่ตำนานของมหา’ลัยมาเล่าอย่าง

ตรงไปตรงมา

แต่ยังซ่อนเรื่องราวที่เคยมีอยู่ในที่แห่งนั้นในอดีตกับปัจจุบันทำให้หนังดู

มีมิติมากขึ้น


ในส่วนของเอฟเฟกต์ผีนางสนมก็มีการลงดีเทลเอาไว้ค่อนข้างเยอะและ

แตกต่างกัน อย่างที่บอกผีจัดเต็มมาก พอเอาผีมารวมกับโลเคชันที่ถ่าย

กับชุดที่เขาดีไซน์ และตีความมาใหม่ ก็ไม่ต้องบิลด์อะไรมาก

ถ้าบอกว่าเรือนแห่งนี้มีผีสนมหน้าตานี้อาศัยอยู่ก็เชื่อได้เลยทันที

ในฉากที่เรามองเข้าไปในบ้านแล้วเห็นผีในนั้น มันเข้ากันที่สุดแล้ว

ทีมงานก็มีแซวกันว่านับครบแน่นะ ผีมีกี่คน มีเกินมาไหม

พวกผีที่แต่งเป็นผีเองก็


พยายามไม่เดินแยกไปไหนกัน

ใครเดินสวนมาก็ต้องมีสะดุ้งกันบ้างแหละ

อยากให้ทุกคนได้เห็นงานสเปเชียลเอฟเฟกต์ของผี

เอิงชอบดูหนังผีที่เป็น Practical Effect อยู่แล้ว พวกแบบ “Evil Dead”

(1981) สมัยก่อน มีการทำงานด้วย Body Horror เราชอบงานแบบนี้

มันมีความคิดถึงสิ่งนี้ และเราก็จะได้เห็นในเรื่องนี้ด้วย


โลเคชันถ่ายทำของเรื่องนี้เป็นยังไงบ้าง

เรื่องนี้เราไปถ่ายทำกันที่บ้านโบราณหลังหนึ่งในจังหวัดอยุธยา

ซึ่งไม่ใช่เรือนจริงจากสถานที่จริง แต่ถ้าบอกว่าที่นี่คือ “เรือนนางสนม”

จริง เอิงก็เชื่อนะคะ มีค้างคาวด้วย

เอิงถามทีมงานก่อนเลยว่ามีใครไหว้เจ้าที่หรือยังคะ

เอิงไม่ได้กลัวนะแต่ไม่อยากลบหลู่ เราคิดว่าพื้นที่นี้น่าจะมีตำนานแหละ

เราก็ไม่ได้อยากรบกวนคนที่เคยอยู่มาก่อน

และก็ไม่ได้อยากให้เกิดเรื่องหลอนขึ้นเลยระหว่างการถ่ายทำ

วันที่เราได้เห็นบ้านหลังนี้คือมวลทุกอย่างมาเต็มมาก

มีความโบราณหลังใหญ่เหมือนเป็นบ้านข้าราชการเก่าแก่

ให้ความรู้สึกร่มรื่น ในขณะเดียวกันก็มีความเย็นยะเยือกแปลกๆ

อาจจะเพราะว่าวันนั้นในวันที่เราไปถ่ายทำ


ทีมงานบอกว่าเป็นเซอร์ไพรส์ที่ทางกองถ่ายเจอ

คือการมีน้ำกำลังล้อมบ้านทั้งหลังเอาไว้ จริงๆ

ในเรื่องเราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับน้ำเลย เป็นเรื่องของ “บิว” และ “เกรซ”

ที่ต้องมาถ่ายรูปกันที่นี่ แต่พอมาเจอสถานการณ์นี้

ทางทีมผู้กำกับก็ไม่สามารถที่จะเอาน้ำออกไปจากตรงนี้ได้

เพราะมันคือเหตุการณ์อุทกภัยที่เราไม่ได้คาดการณ์มาก่อน

ทางทีมเลยใส่เรื่องราวนี้เพิ่มไปในบทเลย

กลายเป็นฟังก์ชันที่ดีสำหรับการสร้างซีนขึ้นมาถ่ายทำไปด้วย

แต่มันก็ยากสำหรับทีมงาน ทีมกล้อง และกับตัวนักแสดงเองด้วย

ทุกชีวิตต้องไปทำงานกันในน้ำ

เวลาเราจะถ่ายทำภายในก็ต้องลุยน้ำกันเข้าไป

ทีมงานสร้างสะพานไม้เล็กๆ ให้เดินข้ามไป

แต่เมื่อไหร่ที่เราจะถ่ายทำภายนอก ทีมงานก็ต้องลงไปแช่น้ำ

แล้วก็มีซีนที่เอิงต้องออกไปตั้งกล้องนอกบ้านแล้วถ่ายเกรซที่ยืนอยู่ด้าน

ใน เอิงก็ต้องไปยืนแช่น้ำอยู่นาน บรรยากาศช่วงนั้นเป็นฤดูหนาวด้วย

ตอนกลางวันร้อน แต่ตอนกลางคืนมันเย็นมาก

แล้วต้องลงไปแช่น้ำตอนกลางคืน ของเอิงยังไม่เท่าไหร่

พอทุกอย่างพร้อมเอิงก็เดินเข้าไปในเซตที่เป็นน้ำ

อยู่นานไม่ได้เดี๋ยวเท้าเปื่อย

และวันถ่ายเอิงก็มีอาการตาอักเสบด้วยก็ค่อนข้างที่จะต้องเซฟตัวเองประ

มาณหนึ่ง แต่คนที่แช่นานจนหนาวจะเป็นทีมงานมากกว่า

พี่ช่างไฟบางคนยังต้องไปก่อไฟผิงไฟกันเลย ในขณะเดียวกันในความ


หนาวและหลอนของที่นั่น

ผู้กำกับก็เลยมีไอเดียใช้น้ำตรงนี้เป็นเงาสะท้อนขึ้นไปบนบ้านซะเลย


น้ำที่มันดูเหมือนจะเป็นอุปสรรค แต่ “มูย่า” เขาก็ทำให้เกิดแมจิกขึ้นมา

เห็นความครีเอตของเขา

กลายเป็นว่าบ้านหลังนี้มีความหลอนเพิ่มขึ้นอีกเป็นสิบเท่า

การเคลื่อนไหวของน้ำเป็นเงาดำๆ ไปทั้งหลัง มันน่ากลัว

ได้มูดแอนด์โทนอีกแบบที่เท่ดี

เราก็ต้องพยายามโฟกัสอยู่ที่ความสัมพันธ์ของตัวละครแทนเพื่อจะได้ไม่

รู้สึกอะไรมาก ในบางฉากอาจจะเห็นว่าเอิงอยู่ในบ้านคนเดียว

แต่ในความเป็นจริงก็จะมีทีมงานแอบอยู่ข้างๆ

ความน่ากลัวก็จะลดลงหน่อยนึง แต่ถ้าให้อยู่คนเดียวตรงนั้นก็ไม่เอา

แต่ที่ยากสำหรับบ้านหลังนี้ ด้วยความที่เป็นบ้านเก่าจริง

น่ากลัวจริง มันก็ต้องมีการจำกัดคนเพื่อเข้าไปในตัวบ้านด้วย

และการย้ายห้องย้ายของโบราณที่อยู่ในนั้นก็ต้องระมัดระวัง

บางชิ้นก็ไม่ควรไปแตะต้อง แต่มันก็จำเป็นต้องทำ เพื่อแสง เพื่อมุมกล้อง


สิ่งที่อยากให้ผู้ชมได้เห็นจากเรื่องนี้

แน่นอนคืออยากให้มาชมในตอนของพวกเราค่ะ

ยังมีบางซีนที่เอิงไม่ดูเพลย์แบ็ก

เพราะอยากจะเห็นเองในโรงภาพยนตร์พร้อมทุกคน อย่างที่บอก

“เรือนนางสนม”

ไม่ได้เล่าแค่ความน่ากลัวของความเป็นเรือนไทยโบราณเพียงอย่างเดียว

แต่มันยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่อยู่ในเรือนนั้น

สิ่งที่มันเคยเกิดขึ้นและกำลังจะเกิดขึ้น เล่นกับความรู้สึก เล่นกับแสง

กับงานด้านโปรดักชัน งานดีไซน์ มุมมองใหม่ๆ ของผู้กำกับ

อย่างที่บอกเอิงชอบทำงานกับผู้กำกับใหม่

เพราะความครีเอตมันมีมาให้เห็นได้เรื่อยๆ

แล้วมันดีที่ในวงการนี้จะมีอะไรแปลกใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆ จากโปรเจกต์นี้

และอยากให้ทุกคนได้ชมในตอนอื่นๆ ของ “เทอม 4” ด้วย

เพราะเอิงเองก็อยากจะดูตอนอื่นๆ ด้วยเหมือนกัน ยังมีทีมนักแสดง


ทีมผู้กำกับ และตำนานความสยองทั้งหมด 4 เรื่อง

เอิงคิดว่ามันน่าตื่นเต้นที่จะได้เห็นหนังผีที่พรีเซนต์แตกต่างในรวดเดียว

จบ เหมือนเราเข้าชมงานศิลปะใหม่ๆ ตลอดเวลาที่อยู่ในโรงหนัง

ก็ฝากให้ทุกคนติดตามชมเรื่อง “เทอม 4” กันในโรงภาพยนตร์

ไม่มีความคิดเห็น

{ads}

banner1